กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดพิธีปิดและจัดกิจกรรม Final Pitching หลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม ประจำปี 2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมืองอย่างเข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตร CIA รุ่นที่ 1 มุ่งพัฒนาผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Innovative Resilient City” หรือ “เมืองนวัตกรรมที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างคนที่สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล นโยบาย นวัตกรรม และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปสู่การลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยผสานทั้ง Risk Management, Foresight และ Resilience Readiness ไม่เพียงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่เพื่อให้เมืองมีความพร้อมในการรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
“หัวใจสำคัญของ CIA คือการชวนผู้เข้าร่วมมอง ‘เมือง’ ให้ครบทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกัน การพัฒนาเมืองจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งระบบ และมองให้ออกว่าควรเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จุดใด เพื่อให้เมืองเกิดความสามารถใหม่ในการรับมือกับความผันผวนในอนาคต”
ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรม Bootcamp และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมือง ตั้งแต่การทำความเข้าใจ City Challenge และความเสี่ยงของเมือง การใช้ข้อมูลและหลักฐาน การมองเมืองเชิงระบบและค้นหา Leverage Point ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนา Prototype กำหนดตัวชี้วัด และแผนการนำไปใช้จริง
“เป้าหมายของ CIA จึงไม่ใช่เพียงการสร้างต้นแบบนวัตกรรมเมือง แต่คือการสร้าง ‘ความสามารถของเมือง’ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง” ตั้งแต่การมองเห็นความเสี่ยงและโอกาส เข้าใจความเชื่อมโยงของระบบ เลือกจุดที่ควรเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการเชื่อมโยงคน กลไก ทรัพยากร และความร่วมมือ เพื่อให้เมืองสามารถนำนวัตกรรมไปทดลอง เรียนรู้ ปรับปรุง และต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ดร.กริชผกา กล่าวย้ำว่า การพัฒนาเมืองในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวข้ามการมองนวัตกรรมในฐานะเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะความสามารถของเมืองในการรับมือกับอนาคตขึ้นอยู่กับทั้งคน ระบบ กลไกการบริหารจัดการ และความร่วมมือของเครือข่ายในพื้นที่ เมืองนวัตกรรมไม่ใช่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือเมืองที่สามารถเข้าใจความเสี่ยง มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และบูรณาการคน ระบบ ทรัพยากร และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง หลักสูตร CIA จึงมุ่งสร้างนักพัฒนาเมืองที่ไม่ได้เพียง ‘คิดนวัตกรรมเป็น’ แต่สามารถพานวัตกรรมจากแนวคิดไปสู่การทดลองและการปฏิบัติจริง รวมถึงทำงานร่วมกับเครือข่ายที่หลากหลายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้
สำหรับการพัฒนาผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ร่วมกันทำงานใน 6 ทีม ผ่านกระบวนการ Co-creation โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตลอดหลักสูตรมาประยุกต์กับโจทย์และบริบทของเมือง เพื่อพัฒนาเป็น“Future-ready City Innovation Prototype”ที่มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปทดลอง ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบและพันธมิตร รูปแบบการบริหารจัดการ ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็น งบประมาณหรือแหล่งทุน ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ตลอดจนแนวทางการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด ก่อนนำเสนอผลงานในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความพร้อมของต้นแบบในการก้าวจาก Prototype สู่ Pilot และการขยายผลในอนาคต
ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของ CIA คือการสร้างเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองจากหลากหลายภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งความรู้ ทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ และศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นหลังจบหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงต้นแบบที่จบอยู่บนเวที Final Pitch แต่คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีคิด เครื่องมือ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นจาก CIA กลับไปต่อยอดในพื้นที่ ทดลอง ปรับปรุง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เพราะความพร้อมของเมืองในอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตาม NIA จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเมืองนวัตกรรมผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ City Innovators การพัฒนาคนที่พร้อมขับเคลื่อนเมือง City Innovation การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ City Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและขยายผล และ City Partnershipการเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันเมืองไทยสู่การเป็น“Innovative Resilient City” ที่มีความยืดหยุ่น น่าอยู่ พร้อมรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน












