วันเสาร์ 15 สิงหาคม 2026

กทม. ชวนปลูกต้นไม้ใหม่ รักษาต้นไม้เก่า ตามหาต้นไม้มรดก สร้าง “สวนป่าล้อมเมือง” เชื่อมโครงข่ายสีเขียวทั่วกรุง

2

 

 

 

กรุงเทพมหานคร เดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นไม้เดิม โดยเฉพาะ “ต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร” ควบคู่กับการเพิ่มสวนป่าและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เชื่อมโยงกับ “สวน 15 นาที” กระจายพื้นที่สีเขียวให้ประชาชนเข้าถึงได้ในระยะเดินเท้า พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย “สวนป่าล้อมเมือง” และแนวคิด “ให้ธรรมชาติและสวนเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเมือง”

เวลา 07.30 น. นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกิจกรรม “การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และตามหาต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร” ณ ลานจามจุรี สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย โดยมีนางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสื่อสารแนวทางการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ผ่านการ “ปลูกต้นไม้ใหม่ ควบคู่กับการอนุรักษ์ต้นไม้มรดก เพิ่มสวนป่าในเมือง”

กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับต้นไม้เดิมที่มีคุณค่าต่อเมืองในมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ และควรได้รับการสำรวจ บันทึกข้อมูล และดูแลรักษาอย่างเหมาะสม โดยการพิจารณาต้นไม้มรดกที่ไม่ได้มองเฉพาะว่าเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่หรือมีอายุยืนยาวเท่านั้น แต่พิจารณาคุณค่าในหลายมิติ ทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ นิเวศวิทยา ประวัติศาสตร์ และความผูกพันกับพื้นที่

พิจารณาใน 4 ด้านสำคัญ

1. ด้านกายภาพและชีววิทยา — ต้นไม้มีขนาด อายุ และลักษณะโดดเด่น

พิจารณาจาก ขนาดลำต้น ความสูง ทรงพุ่ม และอายุของต้นไม้ โดยต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ มีเรือนยอดแผ่กว้างและทำหน้าที่เป็นร่มเงาสำคัญของพื้นที่ รวมถึงต้นไม้ที่มีอายุคาดการณ์ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณา สำหรับขนาดลำต้น มีการพิจารณา เส้นรอบวงของลำต้น โดยวัดจากระดับความสูงจากพื้นดิน ไม่น้อยกว่า 1.30 เมตร และใช้ขนาดเส้นรอบวงของลำต้นไม่น้อยกว่า 1.50 – 2.50 เมตร

2. ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม — ต้นไม้ที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเมือง

พิจารณาจากความเชื่อมโยงของต้นไม้กับ ประวัติศาสตร์เมือง เช่น เป็นต้นไม้ที่ปลูกในสมัยหรือเหตุการณ์สำคัญ หรืออยู่ในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ รวมถึงต้นไม้ที่สะท้อน อัตลักษณ์ของเขตและชุมชน ต้นไม้บางต้นอาจเป็นจุดหมายสำคัญของย่าน เป็นแลนด์มาร์กทางภูมิศาสตร์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเรื่องราวของชุมชน จึงมีคุณค่าในฐานะ “ความทรงจำของพื้นที่” ที่ควรได้รับการอนุรักษ์

3. ด้านความหายากและพฤกษศาสตร์ — ต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้

พิจารณาต้นไม้ที่มีคุณลักษณะโดดเด่นด้านพฤกษศาสตร์ เช่น เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมของกรุงเทพมหานคร หรือเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะการเจริญเติบโตผิดปกติแต่มีความสวยงามและทรงคุณค่า รวมถึงต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นตัวอย่างสำคัญทางการศึกษา หรือมีคุณค่าในด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้และระบบนิเวศเมือง

4. ด้านคุณค่าทางนิเวศวิทยาเมืองและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ — ต้นไม้ที่สร้างคุณค่าให้เมืองและผู้คน

พิจารณาว่าต้นไม้มีบทบาทต่อระบบนิเวศเมืองหรือไม่ เช่น การสร้างร่มเงา การเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิต รวมถึงคุณค่าที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับพื้นที่ ผู้คน และประวัติศาสตร์ของเมือง

กรุงเทพมหานครจะเดินหน้าสำรวจและจัดทำฐานข้อมูล “ต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร” ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ภายใน 100 วัน เพื่อรวบรวมต้นไม้ที่มีคุณค่าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และนำข้อมูลมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการต้นไม้ในระยะยาวการมีฐานข้อมูลจะช่วยให้ กทม. ทราบว่า ต้นไม้สำคัญอยู่ที่ไหน มีคุณค่าอย่างไร มีสภาพและความเสี่ยงระดับใด และควรได้รับการดูแลแบบใด ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมค้นหาและบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้สำคัญในพื้นที่ของตนเอง

กิจกรรมครั้งนี้มีการนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมต้นไม้มรดกภายในสวนเบญจกิติ ได้แก่ ต้นจามจุรี และต้นโพธิ์ใหญ่ เพื่อให้เห็นตัวอย่างของต้นไม้ที่มีคุณค่าทั้งในด้านขนาด อายุ ลักษณะทางกายภาพ และความเชื่อมโยงกับพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นการสื่อสารหลักเกณฑ์การลงทะเบียนต้นไม้มรดก การดูแลรักษาต้นไม้มรดกโดยรุกขกร และเป้าหมายการปลูกต้นไม้ใหม่ควบคู่กับการอนุรักษ์ต้นไม้มรดก

กรุงเทพมหานครเดินหน้าสานต่อนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หลังบรรลุเป้าหมายระยะแรก “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น” โดย ณ วันสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งวาระแรกตามข้อมูลในโครงการ สามารถปลูกต้นไม้ได้รวม 2,587,180 ต้น ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น 1,513,848 ต้น ไม้พุ่ม 891,030 ต้น และไม้เลื้อย/เถา 182,302 ต้น สะท้อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร จากความสำเร็จดังกล่าว กทม. จึงเดินหน้าสู่เป้าหมายระยะที่สอง เพิ่มต้นไม้อีก 2 ล้านต้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายรวม 4 ล้านต้น โดยกำหนดเป้าหมายเร่งด่วนในช่วง 100 วัน จำนวน 100,000 ต้น ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ระบุว่า สามารถดำเนินการปลูกเพิ่มได้แล้ว 51,500 ต้น แบ่งเป็น ไม้ยืนต้น 23,575 ต้น และไม้พุ่ม 27,925 ต้น

การเดินหน้าสู่เป้าหมาย 4 ล้านต้นไม่ได้มุ่งเน้นเพียง “จำนวนต้นไม้” แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพและความยั่งยืนของพื้นที่สีเขียว ตั้งแต่การเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมโยงกัน ตลอดจนการดูแลต้นไม้หลังการปลูกให้สามารถเติบโตและสร้างประโยชน์ต่อเมืองได้ในระยะยาวเป็น “การสร้างระบบนิเวศเมือง” โดยเชื่อมต้นไม้ใหม่เข้ากับต้นไม้เดิม ต้นไม้มรดก สวนสาธารณะ สวน 15 นาที สวนป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่สีเขียวในชุมชนและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เพื่อร่วมกันสร้าง “สวนป่าล้อมเมือง” และทำให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครจึงมุ่งยกระดับการดูแลต้นไม้จากการ “ตัดแต่ง” ไปสู่การ บริหารจัดการต้นไม้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสำรวจและประเมินความเสี่ยง การตัดแต่งอย่างถูกวิธี การดูแลระบบราก การฟื้นฟูต้นไม้ ไปจนถึงการกำหนดพื้นที่ปกป้องต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้ใหญ่สามารถอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน ซึ่งอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรักษาต้นไม้เดิม คือ “รุกขกร” ที่มีบทบาทในการสำรวจ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดแนวทางดูแลต้นไม้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยคำนึงถึงทั้งสุขภาพของต้นไม้และความปลอดภัยของประชาชน โดยในปัจจุบัน กทม.มีรุกขกรวิชาชีพ 36 คน ผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้วิชาชีพ 4 คน

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้เมื่อทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน สถานศึกษา และประชาชน ตั้งแต่การปลูกต้นไม้ การดูแลต้นไม้เดิม การร่วมค้นหาต้นไม้มรดก ไปจนถึงการแจ้งข้อมูลและร่วมดูแลพื้นที่สีเขียวในชุมชน ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมผ่านเว็บไซต์ BangkokTree: http://tree.bangkok.go.th ที่รวบรวมข้อมูลต้นไม้ในกรุงเทพมหานคร และใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมือง